วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ 7 โมเด็มและการ์ดแสดงเสียง

บทที่ 7 โมเด็มและการ์ดแสดงเสียง



7.1 บทนำ

โมเด็ม หรือ Modem ย่อมาจากคำว่า Modulation/Demodulation มีหน้าที่หลักคือ ทำการแปลงสัญญาณดิจิตอลให้เป็นสัญญาณเสียง และแปลงสัญญาณเสียงกลับมาเป็นสัญญาณดิจิตอล หรือทำความเข้าใจแบบง่ายๆ ก็คือทำการแปลงข้อมูลต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณเสียง เพื่อให้สามารถส่งออกไปทางคู่สายโทรศัพท์ได้ โดยที่ปลายทางก็จะมี Modem ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงที่ได้ กลับมาเป็นข้อมูลต่างๆ เหมือนเดิมได้
ประโยชน์ที่เห็นและใช้งานกันค่อนข้างมาก คือการนำมาใช้สำหรับส่งข้อมูลต่างๆ หรือใช้สำหรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ยิ่งเป็นโมเด็มที่มีความเร็วสูงๆ เช่น Modem ADSL ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันสามารถส่งข้อมูลได้ถึง 128 KBPS ซึ่งจะทำให้สามารถส่งข้อมูลที่มีปริมาณมากๆ เช่น ไฟล์ภาพยนตร์ ไฟล์เพลง หรือไฟล์ข้อมูลปริมาณมากๆ ได้ในเวลาไม่กี่วินาที

                                            รูปที่ 1 แสดงภาพโมเด็มแบบภายนอกกับแบบภายใน


7.2การติดต่อสื่อสารของโมเด็ม


                                                   รูปที่ 2 แสดงการติต่อสื่อสารของโมเด็ม

          เมื่อคอมพิวเตอร์ส่งสัญญาณดิจิตอลผ่านโมเด็ม โมเด็มก็จะทำการแปลงสัญญาณดิจิตอลนั้นให้กลายเป็นสัญญาณอนาล็อค เราเรียกวิธีการนี้ว่าการโมเลต แล้วจึงส่งสัญญาณที่โมดูเลตแล้วนั้นไปที่สายโทรศัพท์เมื่อพึงปลายสาย โมเด็มฝั่งผู้รับก็จะทำการเปลี่ยนสัญญาณอนาล็อคให้กลายเป็นสัญญาณดิจิตอลอีกครั้งหนึ่งซึ่งเราเรียกวิธีการนี้ว่าการดีโมดูเลต


7.3 มาตรฐานต่างๆ ของโมเด็ม

            สมัยแรกๆ โมเด็มที่มีใช้งาน จะมีความเร็วแค่เพียง 1,200 bps เท่านั้น และได้มีการพัฒนาความเร็วให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ความเร็วของโมเด็มจะอยู่ที่ 56 Kbps มาตรฐานของโมเด็ม
  ในส่วนของโมเด็มที่มีความเร็วสูงกว่า 33.6 Kbps หรือที่เห็นเป็น 56 Kbps นั้น ความจริงแล้วจะมีอัตราการรับข้อมูลได้สูงสุด ไม่เกิน 56 Kbps และสามารถส่งข้อมูลได้สูงสุดเพียงแค่ประมาณ 33.6 Kbps เท่านั้น
            นอกจากนี้ หากการเชื่อมต่อโมเด็มในแบบ 56 Kbps โดยมีการต่อผ่านระบบ PABX หรือระบบในโทรศัพท์ตู้สาขาต่างๆ (เช่น ตามหอพักหรือโรงแรม) จะสามารถเชื่อต่อด้วยความเร็วสูงสุดที่ประมาณ 33.6 Kbps เท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า ระบบ PABX จะมีการลดทอนระดับสัญญาณต่างๆ ลงไปอีก หากต้องการต่อใช้งานให้ได้ความเร็วใกล้เคียงกับ 56 Kbps ก็ต้องต่อโดยใช้ สายโทรศัพท์ ที่เป็นสายตรงจากชุมสายโทรศัพท์เท่านั้น

7.4 มาตรฐานของ X2, K56 Flex และ V.90

            ครั้งแรกที่มีการคิดมาตรฐานของโมเด็มที่มีความเร็วสูงกว่า 33.6 Kbps หรือที่เรียกว่า 56 Kbps จะมีอยู่ 2 มาตรฐานที่เกิดขึ้นมาก่อน แต่ไม่สามารถใช้งานด้วยกันได้ นั้นคือ X2 และ 56K Flex ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานโมเด็มของทั้งสองมาตรฐานนี้ จะต้องใช้งานกับ ISP ที่รองรับระบบนั้นๆ เท่านั้น ต่อมาเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้และการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งได้มีมาตรฐาน V.90 เกิดขึ้นสำหรับการใช้งานในความเร็ว 56 Kbps ซึ่งโมเด็มหลายๆ ยี่ห้อก็จะมีความสามารถ Upgrade จากระบบเดิมให้เป็นแบบ V.90 ได้ด้วย ดังนั้นหากจะเลือกซื้อโมเด็มมาใช้งานในปัจจุบัน ควรเลือกยี่ห้อหรือรุ่นที่รองรับมาตรฐาน V.90 ไว้ด้วย เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการใช้งาน

7.5 การแบ่งประเภทของโมเด็ม

            สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทคือ

             1. Internal

            2. External

            3. PCMCIA


            7.5.1 Internal Modem

                    Internal Modem เป็นโมเด็มที่มีลักษณะเป็นการ์ดเสียบกับสล็อตของเครื่องอาจจะเป็นแบบ ISA หรือ PCI 



รูปที่ 3 แสดงโมเด็มแบบภายใน หรือ Internal


            ข้อดีก็คือ


            1. ไม่เปลืองเนื้อที่ ไม่เกะกะ


            2. ราคาถูก


            3. ไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงต่างหาก เปิดเครื่องใช้งานได้ทันที เนื่องจากติดตั้งอยู่ในเครื่องแล้ว


            4. ไม่มีปัญหากับเครื่องคอมรุ่นเก่าที่มีชิป UART ที่มีความไวต่ำ เพราะการทำงานไม่ผ่าน Serial Port


            5. ส่งถ่ายข้อมูลได้สูงกว่าแบบที่อยู่ในภายนอก


            ข้อเสียคือ

            1. ติดตั้งยากกว่าแบบ ภายนอก

            2. เนื่องจากติดตั้งภายในเครื่องทำให้ไฟในเครื่องอันส่งผลให้เพิ่มความร้อนในเครื่อง

            3. เสียงสล็อตของเครื่องไปหนึ่งสล็อต

            4. เคลื่อนย้ายไปใช้เครื่องอื่นได้ยาก

            5. ติดตั้งได้เฉพาะเครื่องคอมฯ แบบ PC เท่านั้นไม่สามารถใช้งานกับ Notebook ได้


            7.5.2 External Modem

                     External Modem เป็นโมเด็มที่ติดตั้งภายนอกโดยจะต่อกับ Serial Port อาจจะเป็นที่ Com1 หรือ Com2 ของเครื่องคอมพิวเตอร์

รูปที่ 4 แสดงโมเด็มแบบภายนอก หรือ External Modem


            ข้อดีคือ

            1. สามารถเคลื่อนย้ายไปใช้กับเครื่องอื่นได้ง่าย

            2. ติดตั้งได้ง่ายกว่า

            3. ไม่เพิ่มความร้อนให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากติดตั้งอยู่ภายนอกและใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก

            4. สามารถใช้งานกับเครื่อง Notebook ได้เนื่องจากต่อกับ Serial Port มีไฟแสดง สภาวะการทำงานของโมเด็ม

            ข้อเสีย

            1. มีราคาแพง

            2. เกะกะ

            3. เกิดปัญหาจากสายต่อได้ง่าย

            4. เสียพอร์ต Serial หรือ Parallel Port ไปหนึ่งอัน

            5. หากใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าจะทำให้ความไวต่ำเนื่องจากชิป UART ของเครื่องรุ่นเก่ามีความไวต่ำ

            7.5.3 PAMCIA Modem
                     PAMCIA Modem เป็นโมเด็มที่มีลักษณะเป็นการ์ดเสียบคอมพิวเตอร์ประเภทโน้ตบุ๊คลักษณะของ PAMCIA มีรูปทรงสี่เหลี่ยม บาง มีขนาดใหญ่และหนากว่าบัตรเครดิตไม่มากนัก



รูปที่ 5 ภาพแสดงการ์ด PCMCIA

ข้อดีคือ

            1.สามารถเคลื่อนย้ายไปใช้กับเครื่องอื่นได้ง่าย

            2. ติดตั้งได้ง่ายเพียงแค่เสียบการ์ดชนิดนี้เข้าไปกับพอร์ตที่รองรับก็สามารถใช้งานได้ทันที

            3. สามารถส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก และเร็วกว่าโมเด็ม
  ข้อเสีย

            1. มีราคาแพง

            2. ต้องใช้กับอุปกรณ์เฉพาะเท่านั้น

7.6 การเลือกใช้งานโมเด็ม

            ในการเลือกใช้จึงต้องดูหลายประการเช่น ทุนทรัพย์ ความสะดวกการใช้งาน คอมพิวเตอร์เป็นรุ่นเก่าก็ควรใช้แบบ Internal และหากมีแต่ Slot ISA ก็ต้องเลือกแบบ ISA Internal หากต้องการเคลื่อนย้ายไปใช้กับเคลื่อนอื่นอยู่เรื่อยก็ต้องใช้แบบภายนอก แต่ก็ต้องดูด้วยว่า ISP (Internal Service Provider) ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ที่ใช้นั้นรองรัยมาตรฐานแบบไหนแต่ที่แน่นอนว่าในปัจจุบันจะเลือกซื้อโมเด็ม ก็ต้องเลือกให้มีมาตรฐาน V.90


7.7 การติดตั้งโมเด็ม

            การติดตั้งโมเด็มแบบภายนอก

            1. ที่ด้านหลังของโมเด็มจะมีช่องให้เสียบสายโทรศัพท์ Serial Cable และ Adapter อยู่

รูปที่ 6 ช่องเสียบสายเคเบิลของโมเด็ม

       2. ส่วนมากเคเบิ้ลที่จะใช้กับโมเด็มแบบภายนอกมีอยู่ 2 ชนิดคือ CABLE แบบ 9 pin (DB9) กับ แบบ 25 pin (DB25)

รูปที่  7 แสดงสายเคเบิลแบบ DB9, Db25

          3. ให้นำสายเคเบิ้ลที่เหมาะกับโมเด็มไปเสียบแล้วไขนอตให้ยึดติดกับโมเด็มไม่ต้องแน่นมาก

          4. เมื่อไขนอตเสร็จแล้วก็นำหัวของสายอีกด้านหนึ่งไปไขติดกับพอร์ตของคอมพิวเตอร์
รูปที่ 8 แสดงพอร์ตที่เชื่อมต่อกับโมเด็ม

            5. เมื่อเสร็จแล้วเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งาน

            6. เรียกหน้าต่าง Control Panel ขึ้นมาโดยคลิกปุ่ม Start > Settings > แล้วเลื่อนเมาส์มาที่ Control Panel คลิกเมาส์หนึ่งครั้ง สำหรับผู้ที่ใช้ Windows 95 หรือ 98 ก็ทำลักษณะเดียวกัน ดังรูป



รูปที่ 9 แสดงหน้าต่าง Control Panal

  7. หลังจากเข้ามาในหน้าต่าง Control Panel แล้วดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอน Add New Hardware สำหรับผู้ที่ใช้วินโดวส์ 95 หรือ 98 ถึงแม้หน้าต่างของ Control Panel จะแตกต่างออกไปแต่ยังใช้ไอคอนเดียวกัน ดังรูป



รูปที่ 10 แสดงหน้าจอการติดตั้งโมเด็ม

8. หลังจากนั้นจะขึ้นหน้าต่างในการเตรียมพร้อมเพื่อติดตั้งให้คลิกเมาส์ปุ่ม Next > ดังรูป 1.3 เสร็จแล้ววินโดวส์จะขึ้นหน้าต่างใหม่ขึ้นมาเพื่อแจ้งว่าวินโดว์จะค้นหาฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่แล้วบนเครื่องของท่านให้คลิกปุ่ม Next > ดังรูป

รูปที่ 11 แสดงหน้าต่าง Phone and Modem Option

รูปที่ 12 แสดงการหาโมเด็ม


9. ถ้าวินโดว์เจอฮาร์ดแวร์ที่อยู่บนเครื่องของท่านและยังไม่ได้ติดตั้งไดรว์เวอร์ วินโดว์จะขึ้นหน้า
จอถามว่าท่านต้องการติดตั้งฮาร์ดแวร์ที่วินโดว์เจอหรือไม่ ซึ่งจะมีช้อยให้เลือกว่า จะตอบ No หรือ Yes ให้ท่านตอบ No แล้วคลิกปุ่ม Next >


รูปที่ 13 การเลือกโมเด็มด้วยตัวเอง

10. เสร็จแล้วจะขึ้นหน้าต่างถามว่าท่านต้องการให้วินโดว์ค้นหาฮาร์ดแวร์ที่จะติดตั้งหรือไม่ ให้ตอบ No แล้วคลิกปุ่ม Next > ดังรูป

11. หลังจากนั้นจะมีหน้าต่างให้เลือกว่า ท่านจะติดตั้งอะไร ให้เลือก โมเด็ม แล้วคลิกปุ่ม Next > ดังรูป

12. หลังจากนั้นจะมีหน้าต่างให้เลือกชนิด และความเร็วของโมเด็ม แต่ให้คุณคลิกปุ่ม Have Disk

ดังรูป เสร็จแล้วจะขึ้นหน้าต่างให้ใส่ที่อยู่ของไดรว์เวอร์ที่จะติดตั้ง เช่น ไดรว์ A: หรือ ไดรว์ D: เป็นต้น หรือจะคลิกปุ่ม Brows เพื่อหาไดรว์เวอร์ เมื่อเลือกไดรว์ทเสร็จแล้วให้คลิก OK ตามลำดังเมื่อเลือกไดรว์เสร็จ หลังจากนั้นวินโดวส์จะทำการอ่านและก๊อปปี้ไฟล์ที่จำเป็นในการติดตั้งจากแผ่นดิสก์ หรือ ซีดีรอมลงในเครื่อง ถึงขั้นตอนนี้วินโดวส์อาจจะถามหาไฟล์จากแผ่นซีดี Windows 95,98 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมไว้ด้วย

รูปที่ 14 เลือกพอร์ตที่จะติดตั้งโมเด็ม

13. เสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Next> จะเห็นหน้าต่างที่แสดงถึงการเสร็จสิ้นการติดตั้งแล้วให้คลิกปุ่ม Finish ถือว่าจบขั้นตอนการติดตั้ง Modem แต่หน้าจอถามให้ใส่รายละเอียดของ ประเทศ ให้เลือกประเทศไทย และหมายเลข Area Code คือ 02 เสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Next>
เสร็จแล้วจะมีหน้าต่างขึ้นมาเพื่อบอกว่าท่านได้ทำการติดตั้งโมเด็มเสร็จแล้ว คลิกปุ่ม Finish ถือว่าเสร็จขั้นตอน ดังรูป


รูปที่ 15 การติดตั้งเสร็จสมบูรณ์


7.8 การ์ดแสดงเสียง (Sound Grad)

            เสียงเป็นส่วนสำคัญของระบบมัลติมีเดียไม่น้อยกว่าภาพ ดังนั้น การ์ดเสียงจึงเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่สำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ มัลติมีเดีย การ์ดเสียงได้รับการพัฒนาคุณภาพอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของระบบเสียง 3 มิติในปัจจุบัน


รูปที่ 16 การ์ดแสดงเสียง
    
           ความชัดเจนของเสียงจะมีประสิทธิภาพดีเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ อัตราการสุ่มตัวอย่าง และความแม่นยำของตัวอย่างได้ ซึ่งความแม่นยำของตัวอย่างนั้นถูกกำหนด โดยความสามารถของ A/D Converter ว่ามีความละเอียดมากน้อยเพียงใด ทำอย่างไรจึงจะประมาณค่าสัญญาณดิจิตอลได้ใกล้เคียงกับสัญญาณเสียงมากที่สุด ความละเอียดของ A/D Converter นั้นถูกกำหนด โดยจำนวนบิตของสัญญาณดิจิตอลเอาต์พุต เช่น


            - A/D Converter 8 bit จะสามารถแสดงค่าที่ต่างกันได้ 256 ระดับ


            - A/D Converter 16 bit จะสามารถแสดงค่าที่ต่างกันได้ 65,536 ระดับ


            หากจำนวนระดับมากขึ้นจะทำให้ความละเอียดยิ่งสูงขึ้นและการผิดเพี้ยนของสัญญาณเสียงยิ่งน้อยลงนั่นคือประสิทธิภาพของเสียง ที่ได้รับดีขึ้นนั่นเอง แต่จำนวนบิตต่อหนึ่งตัวอย่างจะมากขึ้นด้วย

7.9 ชนิดของการ์ดแสดงเสียง

            การ์ดแสดงเสียงในปัจจุบันแบ่งได้ 2 ประเภทคือ

            1. การ์ดแสดงเสียงแบบ ISA

             การ์ดแสดงเสียงประเภทนี้ในปัจจุบันนี้มีให้เห็นน้อยมาก เป็นการ์ดแสดงเสียงรุ่นเก่าที่ทางผู้ผลิตการ์ดเลิกพัฒนาไปแล้วคุณภาพของเสียงได้จากการ์ดชนิดนี้ค่อนข้างต่ำ (มี Converter 8 bit) จะสามารแสดงค่าที่ต่างกันได้ 256 ระดับเสียงเท่านั้นและไม่มีระบบเสียงสามมิติ





                     รูปที่ 17 การ์ดแสดงเสียงแบบ ISA

2. การ์ดแสดงเสียงแบบ PCI

            การ์ดแสดงเสียงประเภทนี้ในปัจจุบันเป็นที่นิยมมากเนื่องจากประสิทธิภาพในการแสดงเสียงค่อนข้างดี – ดีมาก มีการแสดงค่าของเสียงอยู่ที่ 16 – 64 บิต จึงสามารถสร้างระบบเสียงที่สมบูรณ์แบบได้ดีกว่าการ์ดแสดงเสียงแบบ ISA


รูปที่ 18 การ์ดแสดงเสียงแบบ PCI

            เมนบอร์ดปัจจุบันนี้นิยมผลิตการ์ดเสียงประเภทนี้ติดตั้งมาให้บนตัวเมนบอร์ดเลย จึงสามารถใช้งานได้สะดวก แต่ข้อเสียคือ สิ้นเปลือง Memory ของระบบ

7.10 การติดตั้งการ์ดแสดงเสียง

            การติดตั้งการ์ดแสดงเสียงก็เหมือนกับการติดตั้งโมเด็มแบบ Internal คือ เริ่มจากหา Port PCI ที่ว่างๆ และนำการ์ดแสดงเสียงมาติดตั้งลงไปและขันนอตให้แน่น เมื่อเปิดเครื่องระบบวินโดวส์จะเรียกหาไดร์ฟเวอร์ก็ทำการใส่แผ่น CD-ROM ไดร์ฟเวอร์ที่มากับการ์ดแสดงเสียง วินโดวส์จะทำการคัดลอกไฟล์ไดร์ฟเวอร์ไปให้เองหรือบางทีตัววินโดวส์มีไดร์ฟเวอร์การ์ดแสดงเสียงยี่ห้อที่ใส่ไปอยู่แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเลยแค่เปิดเครื่องก็สามารถใช้งานได้ทันที


รูปที่ 19 นำการ์ดใส่กับพอร์ต PCI ให้ตรงช่อง



รูปที่ 20 กดให้แน่นและไขนอต ติดตั้งการ์ดแสดงเสียงเรียบร้อย

7.11 การเลือกซื้อการ์ดแสดงเสียง

            สำหรับการเลือกซื้อ Sound Card หรือการ์ดเสียง คงจะไม่มีข้อเสนอให้มากนัก สรุปง่ายๆ คือเลือกกันตามราคาไปเลย จะมีตั้งแต่แบบถูกๆ ราคาไม่กี่ร้อยไปจนถึงราคาเป็นหลักพัน คุณภาพของเสียงที่ได้ก็จะเป็นตามราคาด้วยเช่นกันลองพิจารณาดูเรื่องของการเพิ่มเติมหน่วยความจำในอนาคต หรือการใส่ Wave Table ได้ด้วยและขอแนะนำให้เอางบประมาณที่ตั้งไว้ เผื่อไปที่ตัวลำโพงดีกว่า เลือกลำโพงแบบที่มีซับวูฟเฟอร์ด้วยจะช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงได้มากทีเดียว

สรุปท้ายบท

            การส่งข้อมูลในปัจจุบันพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก มีการส่งข้อมูลประเภทมัลติมีเดีย ข้อมูลที่มีปริมาณมากๆ เช่นไฟล์ขนาดใหญ่ หรือภาพที่มีความละเอียดสูง ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องอาศัยโมเด็มที่มีประสิทธิภาพสูงในการส่ง ยิ่งโมเด็มมีความเร็วมากเท่าไหร่การส่งข้อมูลปริมาณมากๆ ก็จะส่งได้เร็วมากขึ้น โมเด็มในปัจจุบัน (2548) มีความเร็วสูงสุดประมาณ 256K แล้วซึ่งในอนาคตก็คงจะเร็วกว่านี้แน่นอน โมเด็มแบบภายนอกมีความเร็วเหนือกว่าโมเด็มแบบภายในค่อนข้างมากอีกทั้งยังมีชิปประมวลผลข้อมูลภายในตัวเอง อีกด้วยจึงลดภาระการทำงานของซีพียูได้อย่างดี จึงเป็นโมเด็มที่มีประสิทธิภาพมากกว่าโมเด็มแบบภายใน



บทที่ 4 หน่วยความจำ

บทที่ 4 หน่วยความจำ


4.1 บทนำ

         หน่วยความจำเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ตามแนวคิดของการพัฒนาคอมพิวเตอร์แบบ วอน นอยแมน ซึ่งเป็นผู้เสนอแนวคิดของการเก็บโปรแกรมและข้อมูลไว้ในหน่วยความจำ แล้วให้ซีพียูอ่านโปรแกรมมาดำเนินการ โดยมีขั้นตอนการทำงานเป็นวงรอบที่ชัดเจน ดังนั้นอาจเรียกแนวคิดของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ว่า แนวคิดการเก็บโปรแกรม (Store Program Concept)

        หน่วยความจำจึงเป็นชิ้นส่วนที่ใช้ในการเก็บโปรแกรมและข้อมูลซีพียูจะทำงานตามโปรแกรมที่มีการบรรจุไว้ในหน่วยความจำ เนื่องจากวงรอบการทำงานของซีพียูเรียกใช้หรือนำเก็บได้อย่างงรวดเร็วมาก ดังนั้นจึงต้องเก็บโปรแกรมและข้อมูลไว้ในหน่วยความจำที่ซีพียูเรียกใช้หรือนำเก็บได้อย่างรวดเร็ว

        หน่วยความจำบนเครื่องพีซีที่เป็นหน่วยความจำหลักเรียกว่า RAM ซึ่งเป็นคำย่อมาจาก Random Access Memory การเรียกว่า RAM เพราะโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลจัดเก็บสถานะซึ่งแทนเลขไลบารี่ โดยมีการกำหนดตำแหน่งที่เก็บที่เรียกว่า แอดเดรส โดยทั่วไปจัดโครงสร้างของหน่วย ความจำให้มีความกว้างขนาด 8 บิต และตำแหน่งแอดเดรสบอกขนาดของ RAM ทั้งหมด เช่น ถ้า RAM มีขนาด 64 กิโลไบต์ (64 k) ก้อหมายถึงขนาดของ RAM มีความกว้างขนาด 8 บิต หรือ 1 ไบต์ และมีตำแหน่งที่เก็บได้เท่ากับ 65536 ตำแหน่ง (2 ยกกำลัง 16) โดยมีแอดเดรสกำหนดตำแหน่งทั้งหมด 16 บิต


รูปที่ 1 แสดงภาพหน่วยความจำ

4.2  หน่วยความจำแบบโวลาไทน์ และนอนโวลาไทน์

          หน่วยความจำแบบโวลาไทน์นอนโวลาไทล์เมมโมรี่ คือ หน่วยความจำทุกชนิดที่ไม่ต้องทำการรีเฟรชคอนเทนต์ ได้แก่ รอมทุกประเภท (ROM) เช่น พีรอม (PROM), เอ็ปรอม (EPROM), อีเอ็ปรอม (EEPROM) และแฟลชเมมโมรี่ (Flash Memory) รวมถึงแรม (RAM) ที่ต้องใช้ไฟเลี้ยงจากแบตเตอรี่ด้วย
"Open-Source" หรือ "โอเพ่นซอร์ส" คือคำที่ใช้แทนคำว่า ฟรีซอฟต์แวร์ (Free Software) หรือซอฟต์แวร์เสรี ที่ให้เสรีภาพแก่ผู้บริโภคในการรัน, แก้ไขปรับปรุง และเผยแพร่โปรแกรม ไม่ว่าจะโดยการจำหน่ายหรือให้ฟรีก็ตาม แต่ที่สำคัญคือต้องแถมซอร์สโค้ด (Source Code) ไปด้
Operating System (OS) หรือ ระบบปฏิบัติการ คือ โปรแกรมที่โหลดขึ้นมาตามกระบวนการบูตเครื่องคอมพิวเตอร์
PCI Expressเทคโนโลยีใหม่สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต โดยเฉพาะกราฟิกการ์ด มีแบนด์วิธกว้างกว่าและความเร็วสูงกว่ามาตรฐาน PCI ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
Podcastพ็อดคาสต์หรือ Podcast คือการบันทึกเสียงหรือการนำไฟล์เสียงขึ้นไปเก็บบนเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้สนใจดาวน์โหลดมาฟัง
Processor หรือ โปรเซสเซอร์ คือวงจรตรรก (Logic) ซึ่งทำหน้าที่ตอบสนองหรือประมวลชุดคำสั่งพื้นฐาน (Instruction) ที่ใช้ในการขับเคลื่อนคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปแล้วคำ “Processor” อาจใช้แทนคำ “CPU” ได้ ทั้งนี้โปรเซสเซอร์ที่อยู่ในเครื่องพีซีหรือในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กจะนิยมเรียกว่า “Microprocessor” หรือ ไมโครโปรเซสเซอร์

4.3  สแตติกแรมและไดนามิกส์แรม (Static RAM and Dynamic RAM )

              สแตติกแรมและไดนามิกส์แรม (Static RAM and Dynamic RAM)
Static RAM หรือ SRAM เป็นวงจรที่สร้างให้เก็บข้อมูลในลักษณะ มีไฟและ ไม่มีไฟ ถ้ามีสัญญาณไฟฟ้าจะตรวจสอบตรรกะเป็น 1 ไม่มีสัญญาณให้ค่าตรรกะเป็น 0 ทำให้เก็บข้อมูลไว้ได้ตลอดเวลาที่มีไฟเลี้ยงและทำงานด้วยความเร็วสูง แต่วงจรจะมีขนาดใหญ่ใช้กระแสไฟมากทำให้เกิดความร้อนในตัวชิพสูง ราคาแพงกว่าไดนามิกแรมมากจึงใช้เป็นหน่วยความจำแคชเท่านั้น
Dynamic RAM หรือ DRAM เป็นวงจรที่สร้างให้เก็บข้อมูลโดยการตรวจสอบว่า มีประจุ หรือ ไม่มีประจุ ซึ่งใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่าแบบแสตติกมากราคาถูกเป็นแรมที่ใช้ทำหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีข้อเสียที่ประจุไฟฟ้าในแรมจะลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ จึงต้องมีระบบเติมประจุให้กับส่วนที่มีประจุเป็นระยะเรียกว่าการ Refresh เพื่อให้ไดนามิกแรมเก็บข้อมูลไว้ได้ตลอดเวลาที่ใช้งาน ช่วงเวลาที่เติมประจุเรียกว่า Refresh Rate
4.4  เทคโนโลยี  DRAM   ที่ใช้ใน PC
         Computer PC จะใช้แรมประเภท DRAM เนื่องจากเหตุผลทางด้านราคาต่อความจุที่ดีกว่า ลักษณะภายนอกของ RAM โดยทั่วไปจะเป็นชิปที่ติดมากับแผ่นเมนบอร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราสามารถเพิ่มจำนวนของ RAM ได้โดยการเสียบเพิ่มที่ Socket บนเมนบอร์ด ซึ่ง RAM แต่ละแบบแต่ละรุ่นก็จะมี Socket ที่ต่างกัน ดังนี้

          1. SDRAM (Synchronous Dynamic Random - Access Memory)



หลักการทำงานของSDRAM             SDRAM ใช้ความเร็วแบบ Synchronous โดยที่หลักของการทำงานของ SDRAM จะขึ้นอยู่กับความเร็วของสัญญาณนาฬิกาของระบบทั้งหมด การถ่ายเทข้อมูลจะเกิดขึ้น 1 ครั้ง ต่อหนึ่งลูกคลื่นสัญญาณนาฬิกา โดยทำงานที่ความเร็วระดับเดียวกับ Bus มีความเร็วตั้งแต่ 66MHz ถึง 133MHz                 จุดด้อยของ SDRAM     ถึงแม้ว่า SDRAM จะทำงานในระดับความเร็วระดับเดียวกับ Bus แต่ SDRAM ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้รู้สึกถึงความเร็ว เนื่องจากจุดด้อยของหน่วยความจำประเภทนี้อยู่ที่การทำงานตามความเร็วของค่า แคช จึงทำให้หน่วยความจำ SDRAM ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นหน่วยความจำที่มีการส่งข้อมูลเพียง 64 bit จึงมีความเร็วอยู่ที่ 1064 MB/s bandwidth (133MHz x 8 bytes) ที่หน่วยความจำแบบ PC133 และเมื่อการประมวลข้อมูลมีมากขึ้นทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ต่อมาจึงได้มีการพัฒนา RAM แบบ DDR ขึ้นมาแทน


         2. RDRAM (Rambus DRAM)



Intel ได้พัฒนา RDRAM (Rambus DRAM) ขึ้นเพื่อใช้กับ Pantium 4 willamate (Socket 423) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า DDR และ SD RAM   

         หลักการทำงานของ RDRAM
RDRAM (Rambus DRAM) มีหลักการทำงานคล้ายกับ DDR RAM แต่การทำงานจะทำงานเป็นคู่ทำให้จำนวน bit ที่รับส่งในแต่ละรอบสูงขึ้นเป็น 128 bit ทำให้สามารถทำ bandwidth สูงสุดถึง 6400 MB/s

         จุดด้อยของ RDRAM
ข้อด้อยของ RAM แบบนี้ ก็คือ เรื่องของราคาที่
ค่อนข้างสูง รวมทั้งค่อนข้างที่จะสิ้นเปลืองแผ่นความร้อนมากทำให้ RAM ประเภทนี้ไม่ได้รับความนิยม และถูกแทนที่ด้วย DDR RAM แบบ Duel Channel ในที่สุด

        3. DDR RAM (Double Data Rate Random-Access Memory)


          
DDR RAM เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อมาจาก SDRAM ในช่วงแรกบริษัทอินเทลไม่พัฒนา

ชิพเซต และไม่ให้การสนับสนุน ทำให้ผู้ผลิตรายอื่น เช่น เอเอ็มดี และบริษัทผู้ผลิตชิพเซตและสร้างเมนบอร์ดชั้นนำของโลกจากไต้หวัน ซึ่งได้แก่ VIA, SiS, ATi ได้รวมกันและพัฒนาเทคโนโลยีนี้จนได้รับความนิยมสูง     หลักการทำงานของ DDR RAM     RAM ประเภทนี้จะเป็นการส่งข้อมูลผ่านสัญญาณขาขึ้นและขาลงของสัญญาณนาฬิกาแทนแบบเดิมที่ส่งข้อมูลผ่านสัญญาณขาขึ้นเท่านั้น เป็นผลทำให้อัตราส่งถ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งก็คือ ที่มาของชื่อ DDR (Double Data Rate)

          ความแตกต่างระหว่าง DDR RAM และ SDRAM     DDR RAM และ SDRAM
มีความแตกต่างกัน คือ จำนวนของขาสัญญาณ (Pins) ที่มี 184 ขา ซึ่งมากกว่า SDRAM ที่มีจำนวนขาสัญญาณเพียง 168 ขา นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างอื่นๆ อีกมากมาย เช่น
          - ขนาดหีบห่อ หรือ Package DDR SDRAM มีขนาด 0.65 มิลลิเมตร ส่วน SDRAM มีขนาดหีบห่อที่ 0.8 มิลลิเมตรเท่านั้น       
          - ส่วนของแรงดันไฟเลี้ยง DDR SDARM กินไฟ 2.5V และที่สำคัญอัตราการแกว่งไกว (ช่วงเวลาในการเปลี่ยนแปลงแรงดันไฟฟ้า) ของแรงดันไฟที่ต่ำ       
          - ลักษณะของ Interface DDR SDRAM ใช้อินเทอร์เฟซแบบ SSTL_2 (Stub Series-Terminated Logic) ซึ่งเป็นมาตรฐานการอินเทอร์เฟซสำหรับหน่วยความจำที่มีความเร็วสูง โดยมีคุณลักษณะพิเศษของการทำงานแบบสวิตซ์ชิ่ง ซึ่งจะทำให้หน่วยความจำสามารถทำงานที่ความเร็วที่สูงกว่า 200MHz ขึ้นไปได้ ซึ่ง DDR SDRAM สามารถทำงานที่ความเร็ว 300 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) (ปัจจุบันอยู่ที่ 550MHz)                 - DDR SDRAM มีการเทอร์มิเนตที่ปลายของเส้นสัญญาณจึงลดสัญญาณรบกวน โดยเฉพาะ
หากทำงานที่ความเร็วสูงถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก       
          - CAS Latency ซึ่งเป็นค่าหน่วงเวลาที่มีความสำคัญในหน่วยความจำ เนื่องจากเป็นค่าที่บอกหลังจากที่สัญญาณ CAS มาถึงตัว DRAM และอีกนานเท่าใดข้อมูลจาก DRAM จึงจะถูกปลดปล่อยออกมา โดย DDR SDRAM นี้ มีค่า CAS Latency อยู่ที่ 2, 2.5 และ 3 ตามลำดับ และเมื่อใดที่ค่าของ Latency ยิ่งน้อยลงเท่าใดการส่งข้อมูลออกมาจะทำได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น รวมถึงการรองรับระบบแรมแบบแถวคู่ (Dual in – line memory modules-DIMM) เป็นการเพิ่มจำนวนของข้อมูลที่ขนส่งได้ใน 1 รอบเป็น 128 bit ยิ่งทำให้มี Bandwidth เพิ่มขึ้นจนสามารถแทนที่ RDRAM ได้ในที่สุด     DDR RAM ยังมีการพัฒนาต่อเนื่องในเรื่องขนาดและความเร็วจาก DDR RAM เป็น DDR2 เนื่องจากความต้องการ Bandwidth ที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจาก Processor สามารถทำงานได้เร็วขึ้น มีจำนวน Core มากขึ้น จึงทำให้มีเทคโนโลยี DDR2 เกิดขึ้นมาเพื่อลดปัญหาคอขวดที่เกิดขึ้น     ค่า CAS Latency หรือ CL เป็นตัวบ่งบอกถึง Timing ในการทำงานของ RAM ซึ่งค่ายิ่งน้อย RAM ยิ่งทำการ Read – Write ต่อ 1 รอบสัญญาณได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในทางกลับกันถ้า CL สูง การทำงานต่อ 1 รอบสัญญาณก็จะมาก ทำให้ประสิทธิภาพที่ได้ลดน้อยลงตามไปด้วย

        4. DDR2   



  DDR2 พัฒนาขึ้นมาจาก DDR โดย DDR2 จะมีจำนวน 240 ขา ที่มีการรวมสัญญาณที่ระบบ IO-buffer ข้อมูลได้ส่งจากหน่วยความจำได้ 4 ทาง โดยเป็นการส่งข้อมูลแบบ 16 bit ซึ่งจะใช้ในการเพิ่มขึ้นของอัตราข้อมูล ดังนั้นเราจะได้รับผลของอัตราของคลื่นความถี่ของข้อมูลถึง 400 MHz และยังเป็นข้อมูลที่มีความกว้าง 64 bit เท่าเดิม ชื่อของ DDR II 400 ซึ่งเครื่องหมายของระบบเหมือนกับ DDR และยังมีการบอกถึงผลของการโอนถ่ายข้อมูลและอัตราของคลื่นความถี่ที่มีลักษณะ เหมือนกัน     ความแตกต่างของ Memory Bandwidths ที่ 100 Mb/s สำหรับ SDRAM และ 200 Mb/s สำหรับ DDR และ  400 Mb/s สำหรับ DDR II
         DDR II จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นมากกว่า DDR ถึงเท่าตัว ถึงแม้ว่าหน่วยของความจำแบบ DDR2 จะมีค่า Timing สูงกว่า DDR ก็ตาม
    
      จุดเด่นของชิป DDR2
         จุดเด่นของชิป DDR2 คือ สามารถพัฒนาให้มีความเร็วในการทำงานและมีความจุได้สูงกว่า DDR แบบเดิม แม้ว่าจะมี DDR บางรุ่น เช่น ของบริษัท Kingmax ที่ใช้แพคเกจแบบ BGA กับหน่วยความจำ DDR ของตน ซึ่งผลิตออกมาเพื่อเน้นการนำไปโอเวอร์คล็อก ช่วยให้หน่วยความจำทำงานได้ที่ความเร็วสูงอย่างมีเสถียรภาพ แต่ในภาพรวมหน่วยความจำ DDR จะผลิตบนมาตรฐานของ แพคเกจแบบ TSOP มากกว่า เพราะมีต้นทุนที่ถูกกว่า แต่ชิป DDR2 ใช้แพคเกจแบบ FBGA (Fine – pitch Ball – Grid Array) มีจุดเด่นตรงที่สามารถระบายความร้อนได้ดีมาก รวมทั้งลดการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าระหว่างตัวชิปได้ดี โครงสร้างของแพคเกจ FBGA ทำให้ตัวชิป DDR2 มีขนาดเล็กลง ใช้พลังงานน้อย เป็นเหตุผลให้ความร้อนลดลงได้ประมาณ 30%
  
          จากข้อได้เปรียบเหล่านี้ที่ทำให้ DDR2 สามารถพัฒนาให้มีความเร็วในการทำงานและมีความจุได้สูงกว่า DDR แบบเดิม และเหตุผลอีกประการที่ทำให้ DDR2 ที่ได้เปรียบ DDR คือ เรื่องของการแผ่ความร้อน เนื่องจากหน่วยความจำ DDR นั้นมีความจุ 256 MB, 512 MB ในขณะใช้งานไม่เกิดความร้อนมากนัก แต่ถ้าความจุสูงมากขึ้น จะแผ่ความร้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น การใส่หน่วยความจำถึง 4GB จะแผ่ความร้อนออกมาอย่างมาก ซึ่งในอนาคตด้วยความเร็วของหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวันย่อมส่งผลกระทบ อย่างแน่นอน จึงเป็นเหตุผลให้เกิดการพัฒนา DDR2 ขึ้นมา โดยตัวชิป DDR2 ใช้ไฟเพียง 1.8 V เท่านั้น เมื่อเทียบกับตัว DDR ที่ใช้ไฟ 2.5 – 2.6 V จะเห็นว่าลดลงมามาก ทำให้ความร้อนจากการใช้งานเกิดขึ้นน้อยกว่า

          5. DDR3


DDR3 ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการ Barandwidth ที่ค่อนข้างสูงในการประมวลผลในปัจจุบัน รวมทั้งความต้องการในเรื่องของการประหยัดพลังงานลดภาวะโลกร้อน

     ความแตกต่างของ DDR3 และ DDR2
          ลักษณะภายนอกของ DDR3 มีลักษณะเหมือนกับ DDR2 ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นแพคเกจแบบ FBGA (Fine – pitch Ball-Grid Array) และจำนวนของขาที่มี 240 ขาเท่ากัน แต่ไม่สามารถใช้แทนกันได้ เนื่องจากภายในแตกต่างกันค่อนข้างมาก ได้แก่ การใช้พลังงานที่ DDR3 ใช้ไฟเลี้ยงเพียง 1.5 V ซึ่งน้อยกว่า DDR2 ที่ใช้ถึง 1.8 V เนื่องจากกระบวนการผลิต DDR3 ที่เล็กกว่าจึงทำให้กินไฟน้อยกว่า และที่สำคัญ คือ Prefetch Buffer ที่มากกว่า DDR2 2 เท่า และ Timming Margin ชิป มีขนาด 4 กิกะบิต ทำให้มีหน่วยความจำได้สูงถึง 16 GB หรือใหญ่กว่านั้น ทำให้ DDR3 มีความเร็วและรองรับความจุมากกว่า DDR2

    จุดเด่นของ DDR3 
          DDR3 ยังมีความสามารถในการรีเซตตัวเองของชิปเมโมรีทุกครั้งที่เครื่อง PC หยุดการทำงานลง ไม่ว่าจะจากการปิดเครื่องหรือเครื่องเกิดค้างขึ้นมา ซึ่งข้อดีประการนี้จะทำให้ไม่มีข้อมูลหลงเหลือหรือค้างอยู่ภายในชิปเมโมรี ทำให้ลดอัตราความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตัวชิปได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเริ่มการทำงานใหม่อีกครั้ง เนื่องจากชิปเมโมรีจะเริ่มต้นจาก 0หรือ เริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่มีการทำงาน และ Fly – By Topology ซึ่งจะสามารถเข้ามาช่วยให้การทำงานของ DDR3 ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยลดระยะเวลาชดเชยความล่าช้าของLatency ได้อีกต่อหนึ่ง
          DDR3 ในปัจจุบันทำความเร็วได้มากสุดถึง 1600MHz และกำลังจะแทนที่ DDR2 เนื่องมาจากความเร็วที่สูงกว่าและประหยัดไฟมากกว่า แต่ราคาในปัจจุบันยังแพงกว่า DDR2
มาตรฐานจังหวะการทำงานของ DDR RAM 
ให้คุณเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างมาตรฐานเมโมรีแบบ DDR2 และ DDR3 ได้ง่ายขึ้น ให้ดูตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างมาตรฐานทั้งสองอย่างเป็นทางการจาก JEDEC

         

 ข้อสังเกตุความต่างระหว่าง DDR3 กับ DDR2

         1. หน่วยความจำ DDR3 กำหนดคีย์แตกต่างไป เพื่อป้องกันไม่ให้เสียบลงช่องสำหรับหน่วยความจำ DDR2
         2. หน่วยความจำ DDR3 SODIMM มีปัจจัยด้านรูปแบบเหมือนกับ DDR2 แต่มีขาเพิ่มอีก 4 ขา นอกจากนั้นยังกำหนดคีย์แตกต่างไป เพื่อป้องกันไม่ให้เสียบลงช่องสำหรับ DDR2
เนื่องจากมีการกำหนดแรงดันไฟฟ้า และจำนวนขาที่แตกต่างกัน หน่วยความจำ DDR3 จึงมี ' คีย์ ' หรือร่องที่ขั้วต่อแตกต่างไป เพื่อป้องกันไม่ให้เสียบลงช่องที่ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ หน่วยความจำ DDR3 จะใส่ได้เฉพาะกับระบบ และเมนบอร์ด ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับหน่วยความจำ DDR3 เท่านั้น

     ชิปหน่วยความจำ DDR3
          ชิปหน่วยความจำ DDR3 ผลิตในรูปแบบ FBGA (FINE-PITCH BALL GRID ARRAY) เหมือนกับชิปของ DDR2 ตามรูปด้านล่าง
    
   

       การเชื่อมต่อชิป DRAM ทั้งหมดอยู่ด้านล่างชิป DRAM
           ชิป DDR3 ยังมีลักษณะภายในแตกต่างจากชิปหน่วยความจำ DDR2 อีกด้วย เช่น ชิปหน่วยความจำ DDR3 มีคุณสมบัติดังนี้:

           ทำงานที่แรงดันไฟฟ้า 1.5 โวลต์ ทำให้ใช้พลังงานลดลงประมาณ 30% และมีความร้อนลดลงด้วย เมื่อเทียบกับ DDR2
ประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ช่วยปรับปรุงการทำงานของหน่วยความจำ เพิ่มประสิทธิภาพ และไทม์มิ่งมาร์จิน
ชิปมีขนาด 4 กิกะบิต ช่วยให้มีหน่วยความจำได้สูงถึง 16GB หรือใหญ่กว่านั้น

      Bandwidth ของ DDR3
         ข้อมูลจำเพาะสำหรับหน่วยความจำ DDR3 ได้รับการพัฒนาและอนุมัติจาก JEDEC ธรรมเนียมการกำหนดชื่อของ DDR3 เหมือนกับ DDR2 และ DDR


ระบบที่มีหน่วยความจำสองช่องสัญญาณ จะมีแบนด์วิดท์กว้างเป็นสองเท่า ของแบนด์วิดท์กว้างสุด ตามที่ระบุข้างต้น เช่น ระบบที่ใช้ PC3-8500 สามารถมีแบนด์วิดท์ของหน่วยความจำได้กว้างสุด 2 X 8.5 GB/ วินาที หรือ 17 GB/ วินาที


     ข้อควรระวัง + จุดน่าสังเกตุที่เห็นได้ชัดระหว่าง DDR3 กับ DDR2



4.5 การตรวจสอบข้อมูลของ RAM


          Parity  กับ Non- Parity ส่วนที่แตกต่างกันของสมองแบบนี้ ก็คือว่า แบบ Parity  จะมีความสามารถในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยจะมี  bit ตรวจสอบ  1 ตัว ถ้าพบว่ามีข้อมูลผิดพลาด ก็จะเกิด System Halt ในขณะที่แบบ Non-Parity จะไม่มีการตรวจสอบ bit นี้

           Error Checking and Correcting  (ECC)  หน่วยความจำแบบนี้ ก็พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเพราะนอกจากจะตรวจสอบว่ามีข้อมูลผิดพลาดมาก ๆมันก็ halt   ได้เหมือนกัน สำหรับ   ECC  นี้ จะเปลือง Overhead เพื่อเก็บข้อมูลมากกว่าแบบ Parity ดังนั้น  Performance ของมันจึงถูกลดทอนลงไปบ้าง


     สรุปท้ายบท


         การเพิ่มหน่วยความจำเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเลือกหน่วยความจำที่จะมาใส่ในเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องดูที่ชนิดและความเร็วในการส่งข้อมูลบัส (Bus)  เช่น  บัส  133, บัส  333  ก็จะทำงานได้ดีกับเมนบอร์ดที่รองรับความเร็วของบัสที่เท่ากันถ้าในกรณีที่เรานำหน่วยความจำที่มีบัสสูงกว่าที่เมนบอร์ดเราจะรองรับได้  เช่น ถ้าเมนบอร์ดสามารถรองรับบัสของหน่วยความจำได้  100 MHz  แต่หน่วยความจำที่นำมาใช้มีบัส  133 MHz  ในกรณีนี้หน่วยความจำก็จะทำงานได้ที่  100 MHz ตามที่เมนบอร์ดรองรับได้เท่านั้นซึ่งทำให้ใช้งานความเร็วในการส่งข้อมูลของหน่วยความจำไม่เต็มที่


บทที่6 การ์ดแสดงผล

บทที่ 6 การ์ดแสดงผล (Display Card)

6.1   บทนำ
การ์ดแสดงผล (Display Card)
             หรือนิยมเรียกว่า "การ์ดจอ" มีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณดิจิตอล (Digital) ให้เป็นสัญญาณภาพ โดยมี Chip เป็นตัวหลักในการประมวลการแปลงสัญญาณ ส่วนภาพนั้น CPU เป็นผู้ประมวลผล แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีการประมวลผลภาพนั้น VGA Card เป็นผู้ประมวลผลเองโดย Chip นั้นได้เปลี่ยนเป็น GPU (Graphic Processing Unit) ซึ่งจะมีการประมวลภาพในตัว Card เอง เทคโนโลยีนี้เแป็นที่แพร่หลายมากเนื่องจากราคาเริ่มปรับตัวต่ำลงมาจากเมื่อก่อนที่เทคโนโลยีเพิ่งเข้ามาใหม่ ๆ โดย GPU ค่ายเอ็นวิเดีย (NVIDIA) เป็นผู้ริเริ่มการตลาด
             หลักการทำงานพื้นฐานของการ์ดแสดงผลและเริ่มต้นขึ้น เมื่อโปรแกรมต่าง ๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผลเสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหมา ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจร ในการเร่งความเร็วการการแสดงผลภาพสามมิติและมีหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร


รูปที่ 1 แสดงภาพการ์ดจอแบบ AGP

6.2   ชนิดของการ์ดแสดงผล

              การ์ดแสดงผลเป็นตัวแปรหนึ่งสำหรับการเลือกซื้อพีซี การ์ดแสดงผลทำให้ขึดความสามารถบางอย่างของเครื่องคอมพิวเตอร์แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะหากต้องการเล่นเกม และเป็นเกมที่เน้นการแสดงผลแบบ 3D การ์ดแสดงผลจะมีผลอย่างมาก
              ชนิดของการ์ดแสดงผลมีหลายแบบตามเทคโนโลยีที่พัฒนา และเมื่อมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ของเก่าก็ล้าสมัยและในที่สุดก็ไม่มีผู้ผลิต ชนิดของการ์ดมัดังนี้
             การ์ดวีจีเอ (VGA) เป็นการ์ดรุ่นแรกที่ทำตามมาตรฐาน VGA มีการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบทาง ISA การแสดงผลจึงเป็นการแสดงผลที่มีข้อจำกัดในเรื่องการส่งรับข้อมูลจำนวนมาก ปัจจุบันไม่มีจำหน่ายแล้ว แต่จะมีใช้ในพีซีรุ่นเก่า
             การ์ดซูเปอร์วีจีเอ (Super VGA) เป็นการ์ดที่ผลิตตามมาตรฐานของ VESA-Video Electronic Standard Association ซึ่งเป็นสมาคมที่จัดตั้งขึ้นมาวางมาตรฐานกลางการแสดงผลเพื่อให้มีความเข้ากันได้ โดยเฉพาะเมื่อผลิตและพัฒนามาจากหลากหลายบริษัท การ์ดวิดีโอที่ใช้กันในรุ่นแรกก็เป็นไปตาม VESA นี้
             การ์ดที่ใช้ตัวเร่งกราฟิกส์ (Graphic Accelerator) เป็นการ์ดที่พัฒนามาจากบริษัทชั้นนำทางด้านการผลิตการ์ดวิดีโอนี้ มีการพัฒนาซีพียูแบบ co-processor ใช้บนบอร์ด เพื่อเพิ่มความเร็วการแสดงผลกราฟิกส์ การ์ดตัวเร่งกราฟิกส์นี้ ทำงานได้ดีกับคำสั่งพิเศษที่เขียนภาพแบบ 2D และเป็นภาพที่แสดงผลด้วยความละเอียดสูง
             การ์ดตัวเร่ง 3D บริษัทชั้นนำหลายบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใช้โดยเน้นการแสดงภาพสามมิติ ซึ่งมีคำสั่งสนับสนุนการทำงานแบบภาพสามมิติ การ์ดแสดงผลแบบนี้จึงต้องทำงานด้วยความเร็วสูง และก็มีราคาแพงขึ้น เช่น การ์ด GeForce, Voodoo เป็นต้น
             ซิปที่ใช้ในการเร่งภาพ และการเชื่อมต่อแบบ AGP ความจริงแล้วผู้ผลิตซีพียู (ทั้งอินเทล และเอเอ็มดี) ได้ใสชุดคำสั่งในการประมวลผลกราฟิก เพื่อให้ซีพียูคำนวณผลได้เร็วขึ้น อินเทลกำหนดฟังก์ชันการคำนวณผลกราฟิกไว้ในชุดคำสั่ง MMX ส่วนเอเอ็มดีใส่ชุดคำสั่งพิเศษไว้ที่ 3D NOW การเพิ่มคำสั่งพิเศษนี้ทำให้การแสดงผลกราฟิก เช่น การเล่นเกมทำได้เร็วขึ้น แต่ถึงจะมีชุดคำสั่งที่ซีพียูทำงานแล้วก็ยังเพิ่มความเร็วได้ไม่เท่าที่ต้องการ เพราะซีพียูอาจต้องทำงานอื่นอีก ผู้ผลิตการ์ดเชื่อมต่อการแสดงผลจึงได้พัฒนาซิปประกอบที่เป็นโคโปรเซสเซอร์ หรือเป็นซีพียูร่วม โดยเน้นการประมวลผลภาพ และกราฟิก ทั้งแบบ 2D และ 3D โดยเฉพาะ ชิปเฉพาะนี้จึงมีชื่อเรียกว่า Graphic Coprocessor
             ตัวเร่งกราฟิกจึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างภาพแบบ 3D และการแสดงภาพแบบเคลื่อนไหว เช่น วีดีโอ การประมวลผลนี้ต้องใช้ความเร็วสูง ดังนั้น การ์ดเชื่อมต่อการแสดงผลรุ่นใหม่จึงต้องมีระบบระบายความร้อนให้กับชิปตัวเร่งกราฟืกนี้ด้วย และเพื่อให้ซีพียูติดต่อกับหน่วยความจำและตัวเร่งกราฟิกได้ดี จึงต้องสร้างระบบพอร์ตเชื่อมต่อใหม่ และให้ชื่อช่องทางเชื่อมโยงสำหรับการ์ดแสดงผลว่า AGP ในซีพียูรุ่นใหม่ทุกเครื่องจึงใช้เส้นทางการเชื่อมต่อกับการ์ดแสดงผลแบบ AGP

6.3   หน่วยความจำบนการ์ดแสดงผลกับความละเอียดของการแสดงผล

             การ์ดแสดงผลจะต้องมีหน่วยความจำที่เพียงพอในการใช้งาน เพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ได้รับมาจากซีพียู และสำหรับการ์ดแสดงผลบางรุ่น ก็สามารถประมวลผลได้ภายในตัวการ์ด โดยทำหน้าที่ในการประมวลผลภาพแทนซีพียูไปเรลย ช่วยให้ซีพียูมีเวลาว่างมากขึ้นทำงานได้รวดเร็วขึ้น
             เมื่อได้รับข้อมูลจากซีพียูมา ดาร์ดแสดงผลก็จะเก็บข้อมูลที่ได้รับมาเก็บไว้ในหน่วยความจำส่วนนี้นี่เอง ถ้าการ์ดแสดงผล มีหน่วยความจำมาก ๆ ก็จะรับข้อมูลมาจากซีพียูได้มากขึ้น ช่วยให้การแสดงผลบนจอภาพมีความเร็วสูงขึ้น และหน่วยความจำทีมีความเร็วสูงก็ยิ่งดี เพราะจะสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ยิ่งถ้าข้อมูลที่มาจากซีพียู มีขนาดใหญ่ ก็ยิ่งต้องใช้หน่วยความจำที่มีขนาดใหญ่ ๆ นั่นก็คือข้อมูงของภาพที่มีสีและความละเอียดของภาพสูง ๆ
             พัฒนาการของการ์ดแสดงผลไม่ได้ทำให้การแสดงผลด้วยความเร็วอย่างเดียว แต่จะต้องเพิ่มความละเอียดและจำนวนสีของการแสดงผลด้วยความละเอียดและจำนวนสีจะมีผลโดยตรงต่อหน่วยความจำที่ใช้ในการแสดงผลทั้งนี้เพราะแต่ละจุดที่แสดงผลคือข้อมูลที่เก็บในหน่าวยความจำ

              ความละเอียดของการแสดงผลวัดเป็นจำนวนจุดสี ซึ่งหมายถึงการแสดงผลทั้งจอภาพได้เท่าใด เช่น 640 x 480 หมายถึง มีจุดภาพตามแนวนอน 640 จุดสี และแนวตั้ง 480 จุดสี แต่ละจุดสียังแสดงสีได้ด้วยความละเอียดของจำนวนสีอีก ดังนั้นหากต้องการแสดงเดียวของความละเอียด 640 x 480 ก็ต้องมีจำนวนจุดสีถึง 307200 ซึ่งถ้าแสดงผลเฉพาะทั้งคำก็ต้องใช้ข้อมูล 307200 บิต หรือ 38400 ไบต์ นั่นเอง

ตารางที่ 1 มาตรฐานการแสดงผลและหน่วยความจำแสดงผล


















          จากตารางที่แสดงนี้ หมายถึง ข้อมูลภาพหนึ่งภาพต้องใช้ข้อมูลเท่าไร แต่ในการ์ดแสดงผลจำเป็นต้องมีบัฟเฟอร์ใช้ในการแสดงผลอย่างน้อย 2 ภาพ และจะต้องมีพื้นที่ในการใช้เป็นที่คำนวณและประมวลผลภาพอีกต่างหาก ดังนั้นการ์ดแสดงผลในปัจจุบัน (2548) จึงมีหน่วยความจำสูงมาก โดยมีขนาดของหน่วยความจำในช่วงขนาด 32 MB ถึง 256 MB

6.4   การเลือกซื้อการ์ดแสดงผล

             ในการเลือกซื้อการ์ดแสดงผลคงต้องประเมินดูสภาพการใช้งานว่ามีลักษณะเป้นเช่นไร โดยอาจแบ่งแยกงานเป็นสองกลุ่มคือ งานประเภทต้องใช้ภาพสามมิติ หรือการแสดงผลมัลติมิเดีย การตัดต่อวีดีโอกับอีกกลุ่มได้แก่ การใช้งานทั่วไปในสำนักงานใช้เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
              การ์ดที่ใช้แสดงผลสามมิติ (3D) และเล่นเกมแบบสามมิติต้องใช้ชิปตัวเร่งพิเศษ การ์ดพวกนี้จะมีราคาแพงขึ้น เช่น การ์ดที่ใช้ชิป GeForce 2, GeForce 3, Voodoo ส่วนชิปตัวเร่ง 3D ที่มีผู้ผลิตอีกหลายราย เช่น TNT, Banshee, Savage
              สำหรับการเลือกการ์ดแสดงผลใช้งานทั่วไปก็เลือตัวเร่งที่มีราคาถูกลง ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกได้มากโดยปกติก็ใช้ชิปตัวเร่ง รุ่นเดียวกับพวก 3D เกมได้ แต่การ์ดพวกนี้จะใช้ความเร็วสัญญาณนาฬิกาและหน่วยความจำน้อยกว่า ทำให้มีราคาแตกต่างกันมาก
               การ์ดแสดงผลหลายรุ่นมีขีดความสามารถพิเศษ เช่น มีส่วนของการเชื่อมต่อเป็น TV-out เพื่อใช้สำหรับแสดงผล VCD และ DVD เพื่อให้ติดต่อกับ TV ได้โดยตรง โดยคอมพิวเตอร์จะทำตัวเป็นเครื่องเล่น DVD ได้


6.5    จอภาพ (Monitor)


              จอภาพเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผล ซึ่งการเลือกจอภาพให้เหมาะกับประเภทของการ์ดก็จะทำให้การแสดงผลที่ได้รับนั้นมีประสิทธิภาพมาก
    
รูปที่ 2 แสดงจอภาพแบบ  LCD

6.6    ชนิดของจอภาพ
             สามารถแบ่งชนิดจอภาพออกได้เป็น 2 ชนิดคือ 
             1.  จอภาพแบบซีอาร์ที (CRT)
             2.  จอภาพแบบแอลซีดี (LCD)
           6.6.1  จอภาพแบบซีอาร์ที

             การแสดงผลจากการ์ดแสดงผลต่อเชื่อมสัญญาณมาที่จอภาพ ดังนั้นจึงควรที่จะต้องทำความรู้จักกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับจอภาพด้วย จอภาพแบบซีอาร์ทียังเป็นจอที่มีการใช้งานกันมาก เพราะมีราคาถูกเมื่อเทียบกับจอภาพที่ใช้เทคโนโลยีแบบอื่น เช่น แอลซีดี คุณลักษณะจอภาพแสดงผลที่น่าสนใจประกอบด้วย

รูปที่ 3 แสดงจอภาพแบบซีอาร์ที
            หลอดภาพ หลอดภาพเป็นหลอดแก้วขนาดใหญ่ ภายในฉาบสารเรืองแสงที่เมื่อลำแสงอิเล็กตรอนตกกระทบจะมีแสงเรืองตามสีปรากฎให้เห็น ดังนั้นในหลอดภาพจึงมีส่วนของปืนอิเล็กตรอน ซึ่งมีสามลำแสงตามสีที่ต้องการให้แสดงผลคือ สีแดง เขียว และฟ้า การที่อิเล็กตรอนวิ่งมาชนจอภาพได้ต้องใช้แรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำสูงมาก โดยทั่วไปจะมีค่าสูงกว่า 20,000 โวลต์
             จอแบนหรือจอโค้ง อิเล็กตรอนต้องวาดเรียงเป็นเส้นตามแบนราบ  
 ดังนั้นการบังคับจุดโฟกัสของอิเล็กตรอนให้มาที่หน้าจอเพื่อจะได้จุดสีจุดเล็ก ๆ จึงจำเป็นต้องให้จอมีส่วนโค้งเล็กน้อย แต่ด้วยเทคโนโลยัของการควบคุมลำแสงอิเล็กตรอนที่ดีขึ้น กับการขยายส่วนลึกของตัวจอภาพให้มากขึ้นจึงทำให้หน้าจอแสดงผลแบนราบได้มากขึ้นจอแสดงผลแบบแบนจะให้สัดส่วนของภาพที่ปรากฎบนจอภาพได้ดีกว่า และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แต่ก็มีราคาเพิ่มขึ้น
          6.6.2  จอภาพแบบแอลซีดี
             เทคโนโลยีการแสดงผลด้วยแอลซีดีกำลังเป็นดาวรุ่ง แอลซีดีย่อมาจาก Liquid Crystal Display เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ต้องใช้ลำแสงอิเล็กตรอน แต่ใช้การแสดงผลจากลำแสงที่สะท้อนผ่านผลึกเหลว แอลซีดีได้รับการพัฒนามามีสองแนวทางคือ แบบ Passive Matrix และแบบ Active Matrix สำหรับแบบ Passive มีจุดเด่นในเรื่องความเข้มของแสงที่มองเห็น และมุมมอง ปัจจุบันจึงนิยมหันมาทางด้าน Active Matrix แอกทีฟ แมทริกซ์ เป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้ทรานซิสเตอร์บนแผ่นฟิล์มบาง (Thin Film Transistor - TFT) กล่าวคือ ต้องสร้างอเรย์ของทรานซิสเตอร์โดยทุก ๆ จุดแสดงผลจะมีทรานซิสเตอร์แสดงผลตัวเล็ก ๆ ควบคุมอยู่ ทรานซิสเตอร์จะทำหน้าที่ควบคุมการแสดงผลในจุดนั้น ๆ ด้วยการทำงานของทรานซิสเตอร์ในการควบคุมการแสดงผล จึงทำให้การแสดงผลบนจอแอลซีดีทำงานได้รวดเร็ว และมีความคมชัด
             การสร้าง TFT ร่วมกับ LCD เป็นเทคโนโลยีที่มีกรรมวิธีที่ยุ่งยากและซับซ้อน ทำให้ขนาดของจอภาพที่ได้มีผลผลิตต่อการลงทุนยังสูง เพราะการที่จะทำให้ทรานซิสเตอร์บนแผ่นฟิล์มบาง ๆ ทำงานร่วมกันเป็นหลายแสนตัว โดยไม่เกิดการผิดพลาดเลยแม้แต่ตัวเดียว จึงเป็นเรื่องใหญ่ ราคาของแอลซีดีจึงมีราคาสูงเมื่อเทียบกับจอภาพซีอาร์ที
             แต่ในปัจจุบันกระบวนการผลิตจอภาพแอลซีดีได้รุดหน้าไปมาก ราคาของจอภาพแอลซีดีขนาด 15 นิ้ว และแสดงผลได้ด้วยความละเอียด 1024 x 768 ด้วยความเร็วการรีเฟรชจอภาพ 75 ครั้งต่อวินาที มีราคาลดลงจนอยู่ในวิสัยที่ซื้อหามาใชได้แล้ว
             จุดเด่นของจอแอลซีดีอยู่ที่การใช้กำลังไฟฟ้าต่ำ ใช้พื้นที่ติดตั้งจอภาพน้อย จึงเหมาะกับสภาพที่ ๆ คับแคบและต้องการจอแสดงผลคุณภาพดี


รูปที่  4 แสดงการวัดขนาดหน้าจอ
6.7    สัดส่วนของจอภาพ
          ขนาดของจอภาพวัดกับด้วยเส้นทแยงมุม โดยขนาดที่ทีความนิยมและผู้ผลิตได้ผลิตออกจำหน่ายมีหลายขนาดตั้งแต่ 14 นิ้ว  15 นิ้ว  17 นิ้ว และ  21 นิ้ว  อย่างไรก็ดีการแสดงผลบนจอภาพที่ปรากฎให้เห้นเมื่อวัดตามเส้นทแยงมุมจะน้อยกว่าตัวเลขบอกขนาดโดยปกติขนาดของจอซีอาร์ทีขนาดต่าง ๆ


6.8    ขนาดของจุด (dot pitch)
         ความละเอียดของการแสดงผลขึ้นกับการแสดงภาพแต่ละจุดว่ามีขนาดเล็กเพียงไร ลองคำนวณดูอย่างง่าย ๆ ว่า ถ้าให้แนวราบแสดงผลได้ 720 จุด หากจอที่แสดงมีขนาดประมาณ 240 มิลลิเมตร ความเล้กของแต่ละจุดต้องเล็กกว่า 240 หาร 720 หรือประมาณ  0.33 มิลลิเมตร ยิ่งถ้าต้องการแสดงความละเอียดให้มากขึ้น ความละเอียดหรือความเล็กของจุด (dot pitch) จะต้องเล็กลง ขนาดของจุด  (dot pitch) นี้ กำหนดในสเปกของจอภาพ ซึ่งปัจจุบันมีค่าที่ประมาณ 0.24 มิลลิเมตร


6.9    การพิจารณาเลือกซื้อจอภาพ
         การเลือกซื้อจอภาพเกี่ยวข้องโดยตรงกับงบประมารที่จะจัดซื้อ โดยถ้ามีงบมาก การเลือกซื้อจอแอลซีดีก็จะเป็นไปได้ แต่ถ้าต้องการจอภาพแบบซีอาร์ที และเป็นจอแบนราบที่มีขนาดใหญ่ เช่น 17-19 นิ้ว ก็จะมีราคาสูงขึ้น
             ข้อพิจารณาขนาดของจอจึงขึ้นกับสภาพของงานที่ใช้ ถ้าใช้ิมพ์งาน ใช้อินเทอร์เน็ต อ่านอีเมล์ ก็ใช้จอ 15 นิ้ว ก็พอ แต่หากต้องใช้งานแสดงผลกราฟิกความละเอียดสูงก็ต้องใช้จอภาพขนาด 17-19 นิ้ว ถ้าเป็นจอขนาด 17 นิ้ว ควรเลือกรุ่นที่สนับสนุนการแสดงผลความละเอียดสูงสุดคือ 1600 x 1200 จุด โดยมีอัตราการรีเฟรชอยู่ที่ 75 Hz
             โดยปกติต้องพิจารณาดูว่า จอภาพที่ต้องการระหว่างจอภาพที่แบนราบกับจอโค้ง มีความต้องการอย่างไร จอแบนราบจะให้สัดส่วนของภาพได้ดีกว่า การดูจะสบายตา และเป็นจอที่น่าใช้มาก แต่ราคาก้จะสูงขึ้น จอภาพที่เลือกซื้อบางจอมีคุณสมบัติพิเศษที่เชื่อมต่อ USB กับจอภาพได้ ก็จะช่วยเพิ่มพอร์ต USB ให้ใช้งานได้มากขึ้นหรือสะดวกขึ้น
              จอภาพบางรุ่นมีลำโพงในตัว แต่โดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็น เพราะการต่อลำโพลภายนอกจะมีความคล่องตัวกว่า และสามารถเลือกหาลำโพงที่มีคุณภาพดีมาใช้ได้ดีกว่าลำโพงที่ติดอยู่จอมอนิเตอร์


สรุปท้ายบท
          ปัจจุบันเทคโนโลยีของการ์ดแสดงผลสามารถให้ความละเอียดในรูปแบบสามมิติ (3D) ได้แทบทั้งสิ้น เนื่องจากการใช้งานในรูปแบบมัลติมิเดียในปัจจุบันมีความก้าวหน้าขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นกมหรือภาพยนต์ จำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถของการ์ดแสดงผลเป็นส่วนใหญ่ การ์ดแสดงผลภาพในปัจจุบันนี้มีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักแสนบาทก็มี ยิ่งการ์ดแสดงผลที่มีคุณภาพดี ภาพที่ได้ออกมาก็จะมีคุณภาพดีเช่นกัน
              จอภาพที่ใช้านกันอยู่ในปัจจุบันเป็นจอชนิดซีอาร์ที หรือจอแบบอ้วน ภาพที่ได้ออกมามีคุณภาพพอใช้ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับจอภาพแอลซีดี จะเห็นความแตกต่างของภาพได้ชัดเจนมาก จอแอลซีดีมีคุณภาพดีกว่า แต่ก็มีข้อเสียคือราคาแพง และอะไหล่ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของจอประเภทนี้ไม่ค่อยแพร่หลายเวลาเสียก็ซ่อมยา